ความยากจนไม่ใช่อุปสรรคของการเข้าถึงการศึกษา : ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์

อัพเดตเมื่อ: 6 มิ.ย. 2019

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. เปรียบดังแสงสว่างแห่งชีวิต โดยเฉพาะผู้มีฐานะทางบ้านยากจน รายได้ทั้งครอบครัวปีละไม่เกินสองแสนบาท กระทั่งผู้ที่ฐานะทางบ้านไม่ถึงกับยากจน แต่มีความฝันอยากเรียนในคณะสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ ซึ่งต้องใช้เงินทุนสูง เช่น แพทย์ วิศวะ พยาบาล ฯลฯ เหล่านี้ ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว กยศ.ก็เปิดโอกาสให้กับทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้หลักการที่ว่า “ความยากจนไม่ใช่อุปสรรคของการเข้าถึงการศึกษา”


อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าจะต้องมีข้าราชการเป็นผู้ค้ำประกันในการกู้เงิน กยศ. จนทำให้เกิดความสับสนและความยากลำบากของผู้กู้ อันที่จริงแล้ว ผู้ค้ำประกันเป็นบิดามารดาหรือใครก็ได้ แต่ที่กำหนดว่าต้องเป็นข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้านนั้นหมายถึง “ผู้รับรองฐานะผู้กู้” ว่ามีรายได้น้อยตามเกณฑ์จริง ไม่ใช่ “ผู้ค้ำประกันผู้กู้”


นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ตอบทุกเรื่องที่หลายคนอาจจะสงสัย พร้อมคำแนะนำในการใช้ทุนคืนด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ภายใต้นิยาม “เพียงแค่ไม่ทานกาแฟวันละแก้วก็สามารถชำระหนี้ กยศ.ได้”


"กยศ.เกิดขึ้นมาจากหลักการที่ว่า ‘ความยากจนไม่ใช่อุปสรรคของการเข้าถึงการศึกษา’ ใครที่ไม่มีเงินเรียนในปัจจุบัน กยศ.ก็ให้โอกาสให้อนาคต วิสัยทัศน์ของเราคือ เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ให้โอกาสทางการศึกษาเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

ทำความรู้จักกันก่อน ท่านเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิดรึเปล่าคะ ?

ใช่ครับ ผมเกิดและเติบโตที่กรุงเทพมหานคร เริ่มเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2515 ครับ จากนั้นผมไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ครับ แล้วไปเรียนต่อที่เนติบัณฑิตไทย จบรุ่น 36 แล้วก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ครับ


กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นที่พึ่งอย่างไรให้ประชาชน ?

กยศ.เกิดขึ้นมาจากหลักการที่ว่า ‘ความยากจนไม่ใช่อุปสรรคของการเข้าถึงการศึกษา’ ใครที่ไม่มีเงินเรียนในปัจจุบัน กยศ.ก็ให้โอกาสให้อนาคต วิสัยทัศน์ของเราคือ เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ให้โอกาสทางการศึกษาเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เด็กๆ ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเรียนสามารถเข้าถึง กยศ.ได้ ผ่านครูอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ในสถานศึกษาที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะครับ


ปัจจุบันผู้กู้สามารถเข้าถึงรายละเอียดการกู้ได้ง่ายขึ้น ?

ใช่ครับ แค่เข้าไปดูในเว็บไซต์ (www.studentloan.or.th) จะทราบขั้นตอนทั้งหมดรวมถึงตารางการชำระหนี้ ผู้กู้สามารถทำความเข้าใจล่วงหน้าก่อนตัดสินใจกู้ได้ ผมมั่นใจว่าการสื่อสารในยุคใหม่นักเรียนทุกคนส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์อยู่แล้ว สามารถเข้าถึง กยศ. ได้ ไปเปิดดูในหน้าเว็บไซต์ กยศ. จะมีคู่มือมีคำแนะนำทั้งหมด เรียนสายอาชีพเฉพาะทางก็สามารถกู้เรียนได้ครับ

ต้องมีผู้ค้ำประกันไหมคะ ?

โดยระเบียบต้องมีคนค้ำประกันครับ แต่เรา ไม่ได้จำกัดว่าคนค้ำจะต้องเป็นใคร จะเป็นคุณพ่อคุณแม่ก็ได้ เป็นญาติพี่น้องปู่ย่าตายายได้ทั้งหมดครับ เราไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นใคร แต่คนกู้ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบของเรา คือ ต้องเป็นเด็กที่ฐานะยากจนขาดแคลน ครับ


คนที่ค้ำประกันเด็กจำเป็นจะต้องเป็นข้าราชการ เป็นความเข้าใจถูกหรือไม่คะ ?

ไม่จำเป็นครับ จริงๆ ผู้ค้ำประกันเป็นใครก็ได้ แต่อาจเป็นความเข้าใจผิดเรื่อง ‘การรับรองรายได้’ อันนี้ต้องให้ข้าราชการรับรองรายได้ครับ เช่น นักเรียนมายื่นขอกู้เงินบอกว่าขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่เราไม่เห็นหลักฐานว่าขาดแคลนจริงหรือไม่ เราก็ต้องให้ข้าราชการรับรองรายได้ เพราะถือว่าเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือทางสังคม เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือว่าเป็นข้าราชการ มารับรองรายได้ว่าผู้กู้ยากจนจริง คนอาจเข้าใจผิดเพราะว่า การรับรองรายได้ กับ การค้ำประกัน เป็นคนละเรื่องกัน รับรองรายได้คือรับรองว่าครอบครัวนี้ขาดแคลนจริงเท่านั้นครับ


แต่คนค้ำเป็นใครก็ได้ จะเป็นคุณครูหรือใครก็ได้ ปัจจุบันผู้กู้ในรอบ 10 ปี มีประมาณ 2.5 ล้านคน มีครูค้ำประกันแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 1,000 กว่าคนครับ ซึ่งน้อยมาก ปัจจุบันเป็นคุณพ่อคุณแม่ค้ำอยู่ประมาณ 88 เปอร์เซ็นต์ สถิติคุณแม่ค้ำมากกว่าคุณพ่อครับ เราให้โอกาสในการเข้าถึง ถ้าเราไปจำกัดว่าคนค้ำจะต้องเป็นใคร ก็เท่ากับไปปิดกั้นโอกาสของเด็ก


น้องๆ ที่ประสงค์จะขอกู้ กยศ. สามารถติดต่อสถานศึกษาที่ประสงค์จะเข้าเรียน ?

ถ้าเด็กสอบติดที่ไหนก็สามารถไปติดต่อเรื่องกู้ที่นั่นได้เลยครับ แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีหน่วยงานดูแลเรื่องการให้กู้ยืมเงิน กยศ.ผ่านสถานศึกษาอยู่ เราเป็นพันธมิตรกับสถานศึกษาทุกแห่ง นักเรียนที่จะกู้เงินจะมีอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาและบริการด้านนี้อยู่ครับ


หมายความว่าเด็กควรรู้ค่าเทอมในคณะที่ตนเองจะเรียนก่อน ว่ามีกำลังจ่ายหรือไม่ ?

ใช่ครับ เขาสามารถที่จะศึกษารายละเอียดของแต่ละมหาวิทยาลัยได้ ว่าค่าเทอมกี่บาท แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีประกาศของเขาอยู่แล้ว เด็กก็สามารถไปดูได้ ถ้าพบว่าตัวเองรายได้ไม่พอก็สามารถที่จะขอยื่นกู้ได้ครับ

เงินที่กู้มามีทั้งค่าเทอมและค่าครองชีพ ?

ปัจจุบันเราให้ค่าครองชีพระดับปริญญาตรีเดือนละ 2,400 บาท ต่อคน ส่วนค่าเทอมเราโอนตรงไปที่สถานศึกษาครับ หลักการกู้มี 2 แบบ

1.คนที่ขาดแคลน มีรายได้ทั้งครอบครัวไม่เกิน 2 แสนบาทต่อปี

2.กู้ในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักของประเทศ เช่น แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัช ฯลฯ สามารถกู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีฐานะยากจน ถ้าเป็นสาขาหลักที่เรากำหนดก็สามารถกู้ได้เลย


การใช้ทุนคืน – หลังจากเรียนจบแล้วกี่ปีคะ ?

เด็กที่กู้ยืมหลังจากเรียนจบแล้ว มีระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี หลังจากนั้นจะเริ่มผ่อนชำระหนี้ โดยเฉลี่ยนักเรียนคนหนึ่งกู้อยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาท

ปีที่ 1 ต้องชำระหนี้ 1,500 บาท

ปีที่ 2 ประมาณ 2 พันกว่าบาท,3 พันบาท แล้วค่อยๆ ไล่ไปเรื่อยๆ ตามตาราง

ฉะนั้นจริงๆ แล้วต่อเดือน เด็กที่กู้เงิน 1 แสนบาท ปีแรกผ่อนชำระเพียงเดือนละ 125 บาท เป็นรายวันๆ ละ 5 บาท ใครกู้ 2 แสนก็เพิ่มจากนี้ไปอีกสองเท่า การชำระเงินคืน กยศ.ง่ายนิดเดียว เราทำตารางอย่างง่ายที่สุด ถ้าเด็กมีวินัยทางการเงิน ก็สามารถเก็บเงินชำระหนี้ให้กับเราได้เลย ในช่วง 2 ปีแรก ถ้ากู้ 1 แสนบาท 2 ปีแรกเก็บเงินวันละ 5 บาท ปีถัดมาเก็บวันละ 10 บาท ทำตามขั้นบันไดที่เรากำหนดไว้ 15 ปีก็จะมีเงินออมเท่านี้ ไปใช้หนี้เท่านี้ เหลืออยู่เท่านี้บาท แค่ไม่ทานกาแฟวันละแก้ว ก็สามารถชำระหนี้ กยศ.ได้ อันนี้ยืนยันได้เลย เงื่อนไขเดิมคือ เมื่อเรียนจบแล้วมีรายได้ก็ต้องชำระ


จำนวนของผู้กู้ในวันนี้ ?

เราให้กู้ไปแล้วประมาณ 5.8 แสนล้านบาท จากจำนวนผู้กู้ยืมประมาณ 5 ล้านกว่าคน วันนี้ผู้กู้เราจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประชากรเด็กที่เกิดน้อยลง จำนวนผู้กู้ก็จะลดลงตามสัดส่วน ตามสถาบันต่างๆ มีผู้เรียนน้อยลง ก็เป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน แต่เราให้กู้ปีหนึ่งประมาณ 6 แสนราย ใช้เงินให้กู้ประมาณปีละ 3 หมื่นล้านบาท


นักเรียนกู้ได้ตั้งแต่ชั้นไหนคะ ?

ตั้งแต่ชั้น ม.4 เริ่มกู้ได้เลยครับ พอเรียนจบแล้วจะไปกู้ต่อระดับอุดมศึกษา หรือ ปวส. ก็สามารถกู้ได้หมดเลยครับ อย่างนักเรียนที่ยากจนเรามีค่าครองชีพให้กู้ 1,200 บาทต่อเดือน จริงๆ อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เพียงแต่เป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ผู้ปกครองอาจจะเข้าใจผิดว่าเราให้แค่นี้เขาจะอยู่ได้อย่างไร จริงๆ แล้วเป็นเงินที่เราช่วยเขาต่างหาก เป็นเงินที่แบ่งเบาภาระเขา

ดอกเบี้ย ?

ดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี ครับ


สถานการณ์ของผู้ที่ไม่ชำระหนี้ในวันนี้เป็นอย่างไรคะ ?

ตอนนี้ผู้ที่ไม่ใช้คืนมีอยู่ 3 ประเภทครับ

1. ยากจน คือเรียนจบแล้วก็ยังยากจนอยู่ อันนี้น่าเห็นใจ เรียนจบแล้วก็กลับไปทำนาทำไร่ ทำแล้วขาดทุน น้ำท่วม เขาไม่มีเงินจริงๆ อันนี้เราเข้าใจ

2. คือ ไม่มีวินัยทางการเงิน พอเรียนจบแล้วมีรายได้ ไปทำบัตรเครดิต ไปซื้อรถยนต์ ไปผ่อนมอเตอร์ไซค์ ผ่อนมือถือ ทำให้ไม่มีเงินชำระหนี้

3. คือขาดจิตสำนึก คือมีเงินแต่ไม่จ่าย เราก็ต้องฟ้อง ฟ้องแล้วก็ไม่จ่ายจนเราต้องบังคับคดี

มีแนวทางสร้างวินัยทางการเงินให้กับผู้กู้อย่างไรบ้างคะ ?

ทุกวันนี้เราเริ่มสร้างวินัยทางการเงินตั้งแต่วันที่เราเริ่มปฐมนิเทศเลย เราไปอธิบายให้เด็กฟังก่อนเลย ให้ผู้ปกครองมากับเด็ก มาพูดกันเลย นั่งคู่กันเลย ว่ากู้แล้วต้องทำอะไรบ้าง ต้องใช้หนี้อย่างไร

พอเริ่มเรียนเราก็ให้ความรู้ทางการเงิน การสร้างวินัยทางการเงิน เราจับมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ กอช. (กองทุนการออมแห่งชาติ) ให้ความรู้กับนักเรียนในการออมเงิน สร้างวินัย ในการชำระหนี้


จิตอาสากับ กยศ. เกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

ทุกวันนี้เรามีระเบียบอยู่ว่า เด็กที่กู้เงินจะต้องทำจิตอาสาหรือทำความดี 36 ชั่วโมง เฉพาะเด็กที่เรียนไปแล้วนะครับ เพราะเด็กเข้าใหม่ยังไม่มีโอกาสที่จะทำ อย่างเด็กปี 1 ยังไม่ต้องทำความดี เพราะเขามากู้ตั้งแต่ปี 1 แต่ระหว่างปี 1 จะขึ้นปี 2 เขาต้องทำความดี 36 ชั่วโมง เป็นจิตอาสา

ใครเป็นคนรับรองว่าเขาทำจิตอาสาจริง ?

สถานศึกษาเขาจะมีระเบียบของเขาอยู่ เช่น เด็กนักเรียนไปที่วัด เจ้าอาวาสก็จะรับรองมาให้ ไปช่วยงานห้องสมุด ไปช่วยงานโรงพยาบาล บริจาคโลหิตให้แก่สภากาชาดไทย เป็นต้น เขาก็จะทำอย่างนั้น ซึ่งอันนี้ได้ผลมากนะครับ เพราะว่า 1 ปี เรามีนักเรียนอยู่ 6 แสนกว่าคน คนหนึ่งทำ 36 ชั่วโมง ก็เท่ากับ 1.8 ล้านชั่วโมง


ฝากถึงเยาวชน ?

อยากจะฝากถึงน้องๆ นะครับว่า กยศ. เป็นองค์กรที่ให้โอกาสทางการศึกษา น้องๆ ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ก็สามารถที่จะกู้เงินเรียนได้ ถ้าน้องๆ เรียนในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักของประเทศ สามารถกู้เงินได้เลย แต่กู้แล้วก็ขอให้มีวินัยทางการเงิน ขอให้เป็นพลเมืองที่ดี มีจิตอาสา แล้วก็คืนเงินให้กับ กยศ.เพื่อส่งมอบโอกาสให้กับน้องๆ รุ่นต่อไปครับ.

ดู 0 ครั้ง
  • Facebook_edited
  • Youtube_edited
  • igicon
  • twitter_edited
  • line_edited

มูลนิธิครอบครัวพอเพียง  663 ซอยพหลโยธิน 35  แขวงลาดยาว  เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  10900

โทร. 02-939-5995  แฟกซ์ 02-939-5996  E-mail : fosefpr2014@gmail.com